มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับขยะในสภาวะน้ำท่วม
เราจึงพยายามรวบรวมข้อมูลไว้ที่นี่ เพื่อสามารถนำไปใช้ได้ทันท่วงที
ในหัวข้อนี้ เราจะกล่าวถึงวิธีการดูแลบริหารจัดการขยะ IT ของเรา
ในยุคที่เทคโนโลยีต่างๆ เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว
สิ่งหนึ่งซึ่งมวลมนุษยชาติมิอาจมองข้ามไปได้คือขยะที่เกิดจากเครื่องใช้
ไฟฟ้าและเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ
เพราะขยะดังกล่าวไม่อาจสูญสลายไปตามธรรมชาติได้ และถูกจัดว่าเป็น “ขยะพิษ”
ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
อันเนื่องมาจากสารอันตรายที่ปนเปื้อนมากับของเสีย ปัจจุบัน
องค์กรอนุรักษ์ในต่างประเทศ
กำลังให้ความสำคัญกับกระบวนการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์กันมาก
โดยพยายามล็อบบี้รัฐบาล และผู้ผลิตในอุตสาหกรรม
ให้ออกมาชี้ให้เห็นถึงพิษภัยของขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-waste
ที่เป็นอุปกรณ์ที่ทิ้งแล้วจำพวกอิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าประกอบ
ด้วย พีซี, จอมอนิเตอร์ และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์อื่นๆ
จะมีส่วนผสมของโลหะมีพิษชนิดต่างๆ อยู่ในตัว อาทิ สารตะกั่ว, สารปรอท
และแคดเมียม รวมทั้งสารเคมีอีกสารพัดชนิด
และจะกลายเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างรุนแรงทันที
หากมีโอกาสเข้าไปปะปนอยู่ในสิ่งแวดล้อม
ซึ่งเป็นอันตรายจากการนำขยะเหล่านี้มาทิ้งบนพื้นดิน, อันตรายจากสารพิษ
ที่ได้จากการเผา หรือแม้แต่อันตรายจากการนำพีซีมาแยกชิ้นส่วน
ด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง หรือแม้กระทั่ง เทคโนโลยีที่ล้าสมัยเร็วขึ้น
ล้วนเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์พอกพูนอย่างไม่รู้จบ
รวมทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่เห็นว่าการซื้อเครื่องใหม่จะถูกกว่า
และง่ายกว่าการปรับแก้เครื่องเดิม เช่น การซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ๆ
เมื่อมีรุ่นใหม่ออกจำหน่าย ที่มีความจุและความเร็วมากกว่า
สามารถใช้กับโปรแกรมที่ทันสมัยได้ เป็นต้น
ซึ่งเกิดปัญหาของเสียคอมพิวเตอร์ (Computer Waste)
ขึ้นอย่างมากในปัจจุบันนี้
อันตรายจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ คือ
การทำให้สารโลหะหนักแพร่กระจายเข้าสู่สิ่งแวดล้อม
เพราะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่จะมีพวกโลหะหนักพวกแคดเมียม
หรือโครเมียม เป็นส่วนประกอบ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า
โลหะหนักพวกนี้สลายตัวได้ยาก
หากเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ทางห่วงโซ่อาหารจะกระทบต่อระบบเยื่อสมอง
หากเป็นสารปรอทจะไปทำลายการทำงานของไต รวมถึงการกระจายของโลหะหนักในแม่น้ำ
ทั่วโลกตื่นตัวการรับมือขยะอิเล็กทรอนิกส์
ซึ่งทำให้คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ฝ่ายสภาวะแวดล้อม
ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อม
ได้จัดทำร่างกฎระเบียบเกี่ยวกับเศษเหลือทิ้งของผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและ
อิเล็กทรอนิกส์
ซึ่งจัดทำเพื่อป้องกันเศษเหลือทิ้งของผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
ที่จะมีผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อม
และให้มีการนำเศษเหลือทิ้งของผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่หมดอายุการ
ใช้งานแล้ว (End of Life) นํากลับมาใช้ใหม่ (Re-use and Recycle)
เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบจากปริมาณขยะที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม
สิ่งที่ประเทศไทยได้ทำคือการจัดทำกรอบระเบียบเพื่อเป็น
แนวทางในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ครั้งแรกของไทย
พร้อมทั้งเป็นกรอบที่รองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากระเบียบของสหภาพยุโรป
ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้กรอบระเบียบที่กำหนดไว้นั้นประกอบด้วย
แนวทางการควบคุมที่ต้นทาง โดยการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ภาษี
จากผู้นำเข้าสินค้าและผู้ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ
แล้วนำเงินไปบริหารจัดการ โดยจะมีการออกฎหมายเก็บค่าธรรมเนียม
การตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อม การจัดการซากอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างทาง
โดยจะไม่มีกฎหมายบังคับ แต่จะใช้มาตรการทางด้านกลไกตลาด
และแนวทางสุดท้ายเป็นการควบคุมที่ปลายทางจะสนับสนุนให้เกิดโรงแยกขยะแบบครบ
วงจร
สำหรับระเบียบว่าด้วยการจำกัดการใช้สารอันตรายบางชนิดใน
ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Restrictions on Harzardous Substances :
RoHS) เป็นมาตรการจำกัดใช้สารอันตรายบางชนิด
ที่ใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่จะเข้าไปจำหน่ายในตลาด EU
หลังกรกฎาคม ปี 2549 เนื่องจากสารอันตรายเหล่านี้
ล้วนมีผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หากแพร่กระจายลงสู่ดิน
หรือแหล่งน้ำธรรมชาติ อีกทั้งการกำจัด ก็มีใช้ค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้น
ผู้ผลิตต้องลดการใช้ให้อยู่ในปริมาณจำกัด หรืองดใช้สารอันตราย 6 ชนิด
ดังนี้
- ตะกั่ว (Lead): เป็นโลหะที่ใช้ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์มานาน ใช้ฉาบจอแก้ว
- หลอดรังสีแคโทด (Cathode Ray Tube : CRT): หลอดภาพเครื่องรับโทรทัศน์ และจอมอนิเตอร์คอมพิวเตอร์ ยังใช้บัดกรีส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ บนแผงวงจรไฟฟ้า
- แคดเมี่ยม (Cadmium): พบในชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น วัสดุกึ่งตัวนำ (Semiconductors) อุปกรณ์ตรวจจับอินฟราเรด (Infrared Detectors) หลอดภาพรุ่นเก่า เป็นต้น
- ปรอท (Mercury): ถูกใช้กว้างขวางในชิ้นส่วนไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น เทอร์โมสตัด (Thermostat) รีเลย์ แบตเตอรี่ สวิทซ์ขนาดเล็กบนแผงวงจรอุปกรณ์ตรวจวัด (Measuring Equipment)
- โพลี-โบรมิเนท-ไบเฟนิล (Poly Brominated Biphenyls : PBB): นิยมใช้ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ใช้เป็นสารทนไฟ (Flame-Retardants)
- โพลี-โบรมิเนท-ไดเฟนิล-อีเทอร์ (Poly Brominated Diphenyl Ethers : PBDE)
แต่ละชนิดก่อให้เกิดอันตราย ดังนี้
- ตะกั่ว (Lead): พิษของตะกั่วจะทำลายระบบประสาท ต่อมไร้ท่อ ไต ระบบเลือด และการพัฒนาสมองของเด็ก พิษเรื้อรังของตะกั่วจะค่อยๆ แสดงอาการออกมา ภายหลังจากได้รับสารตะกั่วทีละน้อยเข้าสู่ของเหลวในร่างกาย และค่อยๆ สะสมในร่างกาย จนถึงระยะเวลาหนึ่งอาจนานเป็นปี จึงแสดงอาการ ส่วนมากเกิดกับบุคคลที่มีอาชีพที่สัมผัสกับตะกั่ว
- ปรอท(Mercury) ปรอทเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปทำอันตรายต่อระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งได้แก่ สมอง และไขสันหลัง ทำให้เสียการควบคุมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของแขน ขา การพูด และยังทำให้ระบบประสาทรับความรู้สึกเสียไป เช่น การได้ยิน การมองเห็น ซึ่งอันตรายเหล่านี้เมื่อเป็นแล้วไม่สามารถรักษาให้กลับดีดังเดิมได้
- คลอรีน (Chlorine) คลอรีนปรากฎอยู่ในพลาสติกพีวีซี ซึ่งก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งไดออกซินเมื่อพลาสติกถูกเผา สารเคมีชนิดนี้มีผลต่อระบบหายใจ ระคายจมูก และทำให้เคลือบฟันผุ
- แคดเมียม (Cadmium) แคดเมียมมีพิษอย่างเฉียบพลัน ทางเดินหายใจทำให้เกิดปอดอักเสบรุนแรง ไตวาย ไตถูกทำลายมีโปรตีนในปัสสาวะ ร่างกายขับกรดอะมิโน กลูโคส แคลเซียม และฟอสเฟตในปัสสาวะมากขึ้น ทำให้เกิดเป็นนิ่วในปัสสาวะได้ โรคปวดกระดูก โรคอิไต-อิไต ปวดสะโพก (Hip pain) ปวดแขน ขา (extremity pain) มีวงแหวนแคดเมียม (yellow ring) ปวดกระดูก (Bone pain) ปวดข้อ (joint pain) มีความผิดปกติที่กระดูกสันหลัง ทำให้มีลักษณะเตี้ย หลังค่อม
- โบรมีน(Bromine) โบรมีนเป็นสารก่อมะเร็ง และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี และรูปทรงของเส้นใยกล้ามเนื้อหัวใจ สารประกอบโบรมีนใช้เป็นตัวหน่วงการลุกติดไฟ (Brominated Flame Retardants, BFRs) ของตัวตู้คอมพิวเตอร์และแผงวงจร หมึกพิมพ์เป็นสารก่อมะเร็ง และสารประกอบฟอสเฟตที่ใช้เคลือบภายในหลอดภาพ CRT มีความเป็นพิษสูงเพราะมีส่วนผสมของแคดเมียม สังกะสี และวานาเดียม เป็นต้น
ที่มา(ข้อมูล) http://floodwisdom.mahidol.ac.th/Factsheet/tips_05.html
ที่มา(รูปภาพ) http://p4.isanook.com/hi/0/ud/277/1388021/e-waste-photo.jpg

ไม่มีความคิดเห็น :
แสดงความคิดเห็น